ข้ามไปที่เนื้อหา

ต้องการสร้างบัญชี Google Ads ใหม่ใช่ไหม

คุณกำลังจะสร้างบัญชี Google Ads ใหม่ คุณสามารถสร้างแคมเปญหลายแคมเปญได้ในบัญชีเดียวกัน โดยไม่ต้องสร้างบัญชีใหม่

ต้องการสร้างบัญชี Google Ads ใหม่ใช่ไหม

คุณกำลังจะสร้างบัญชี Google Ads ใหม่ คุณสามารถสร้างแคมเปญหลายแคมเปญได้ในบัญชีเดียวกัน โดยไม่ต้องสร้างบัญชีใหม่

การตัดสินใจที่นำมาสู่กำไร: วิธีที่ธุรกิจชั้นนำใช้ MMM เพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำและได้ผลลัพธ์จริง

ปัจจุบันนี้เราอยู่ในยุคที่ธุรกิจจำนวนมากหันมาใช้ Marketing Mix Modelling (MMM) เพื่อประเมินค่าใช้จ่ายด้านโฆษณาและตัดสินใจเลือกวิธีที่จะช่วยเพิ่มรายได้

ผู้บุกเบิกที่ผ่านประสบการณ์การใช้งาน MMM มาแล้วได้ค้นพบเฟรมเวิร์ก 3 ข้อที่ช่วยให้ใช้ประโยชน์จาก MMM ได้มากขึ้น เพื่อให้มีข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนได้ตรงจุดและบรรลุเป้าหมายของธุรกิจ

วิธีการกำหนด Marketing Mix Modeling และวิธีการนำผลลัพธ์ไปใช้ธุรกิจเป็นการวัดผลทางการตลาดที่บ่งบอกว่าการตัดสินใจทางการตลาดนั้นผ่านการพิจารณาอย่างรอบด้านแล้วหรือยัง

ธุรกิจต่างๆ หันมาใช้ MMM เพราะเป็นวิธีการทางสถิติที่เคารพความเป็นส่วนตัว ซึ่งสามารถให้ข้อมูลที่ครอบคลุมว่าค่าใช้จ่ายและกิจกรรมการตลาดของธุรกิจนั้นๆ สร้างยอดขายได้อย่างไรบ้าง โดยวิธีการนี้จะใช้เพียงข้อมูลรวม ธุรกิจจึงมีแหล่งข้อมูลที่ยั่งยืนสำหรับการวัดผลที่ไม่ละเมิดกฎระเบียบด้านความเป็นส่วนตัว

นอกจากนี้ MMM ยังสามารถวิเคราะห์การวัดผลและข้อมูลได้หลากหลายจากกิจกรรมการตลาดที่มีความซับซ้อนต่างๆ จึงมีประโยชน์สำหรับผู้ลงโฆษณาทุกประเภท รวมถึงผู้ลงโฆษณาแบรนด์ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ และผู้ลงโฆษณาที่มีการวัดประสิทธิภาพ (Performance Advertiser) ที่ต้องการเพิ่มการรับรู้ถึงแบรนด์ (Brand Awareness)

ธุรกิจที่ก้าวทันทุกการเปลี่ยนแปลงจะเข้าใจดีว่าการกำหนด MMM และวิธีนำผลลัพธ์ไปใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจนั้นส่งผลต่อคุณภาพของการตัดสินใจอย่างมาก

เฟรมเวิร์กสำหรับการตัดสินใจอย่างรอบด้านด้วย MMM

เฟรมเวิร์กของการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงลึกจาก MMM ประกอบด้วย 3 ข้อ ได้แก่ การกำหนดบทบาทของ MMM, การใช้โมเดลที่กำหนดเอง และการตรวจสอบยืนยันผลลัพธ์จาก MMM เมื่อนำเฟรมเวิร์กนี้มาใช้ร่วมกับ MMM คุณจะสามารถตัดสินใจในการลงทุนค่าใช้จ่ายด้านการตลาดได้ดีขึ้นและได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น

"เฟรมเวิร์ก 3 ข้อสำหรับการตัดสินใจที่แม่นยำขึ้นด้วย MMM หรือ Marketing Mix Modeling ประกอบด้วยประการแรกคือกำหนดบทบาทของ MMM การใช้ MMM ที่กำหนดเอง และการตรวจสอบยืนยันผลลัพธ์จาก MMM"

1. กำหนดบทบาทของ MMM

MMM มีจุดแข็งที่ชัดเจนอย่างความสามารถในการให้ข้อมูลแบบองค์รวมว่าปัจจัยต่างๆ ช่วยให้บรรลุเป้าหมายของธุรกิจได้อย่างไร ซึ่งรวมถึงการโฆษณา ข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ โปรโมชันด้านราคา ฤดูกาลหรือช่วงเวลาของปี และผลกระทบจากคู่แข่ง แต่ทั้งนี้ MMM ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน

หนึ่งในข้อจำกัดก็คือ MMM ไม่สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกที่เป็นรายละเอียดแยกย่อยในการปรับปรุงแคมเปญเนื่องจากไม่ได้ใช้ข้อมูลในระดับผู้ใช้แต่ใช้ข้อมูลรวม ดังนั้นการทดสอบทางการตลาดและการระบุแหล่งที่มาสำหรับแคมเปญจึงเหมาะกับวัตถุประสงค์ดังกล่าวมากกว่า

เพื่อให้มั่นใจว่าคุณใช้ MMM ในการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอแนะนำให้เริ่มต้นจากการกำหนดเป้าหมาย รวมถึงสิ่งที่คุณต้องการหาคำตอบ ซึ่งโซลูชัน MMM นี้เหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจด้านการลงทุนทางการตลาดและการจัดสรรงบประมาณทั่วไปสำหรับกิจกรรมการตลาดต่างๆ

2. ใช้ MMM ที่กำหนดเอง

โมเดลที่ใช้ควรเหมาะกับโครงสร้าง เป้าหมาย และกิจกรรมการตลาดของธุรกิจคุณโดยเฉพาะ รวมถึงสอดคล้องกับการดำเนินงานของธุรกิจ ตั้งแต่ช่องทางการขายที่คุณใช้ไปจนถึงโครงสร้างการโฆษณาและการประสานระหว่างการลงทุนด้านสื่อต่างๆ

นอกจากนี้โมเดลที่ใช้ควรพิจารณาถึงสิ่งที่จะกระทบต่อรายได้ของคุณและวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการขาย กิจกรรมทางการตลาด ข้อมูลสาธารณะเกี่ยวกับกิจกรรมทางการตลาดของคู่แข่ง ตลอดจนปัจจัยด้านฤดูกาลและเศรษฐศาสตร์มหัพภาค

Playbook นี้จะแนะนำแนวทางสำหรับการค้นหาโมเดลที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของธุรกิจคุณ และคุณยังสามารถสร้างโมเดลที่ตอบสนองความต้องการของคุณโดยเฉพาะผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมและกูรูด้านสื่อจะมีความรู้เชิงลึกและข้อมูลต่างๆ ที่สามารถช่วยพัฒนา MMM ที่สมบูรณ์สำหรับคุณได้

3. ตรวจสอบยืนยันผลลัพธ์จาก MMM

MMM เป็นโซลูชันเชิงปริมาณที่สามารถระบุว่ากิจกรรมทางการตลาดและช่องทางสื่อใดที่ทำให้คุณบรรลุเป้าหมาย รวมถึงแนะนำการปรับงบประมาณที่อิงจากข้อมูลเพื่อเพิ่มผลตอบแทนสูงสุด

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าทำไมกิจกรรมทางการตลาดบางอย่างหรือช่องทางบางช่องจึงมี (หรือไม่มี) ประสิทธิภาพ และยังไม่สามารถให้เหตุผลสนับสนุนคำแนะนำเกี่ยวกับงบประมาณอีกด้วย

เพื่อให้เข้าใจผลลัพธ์และคำแนะนำจากโมเดล MMM มากขึ้น รวมถึงตัดสินใจทางธุรกิจได้แม่นยำขึ้น คุณต้องตรวจสอบยืนยันผลลัพธ์ที่ได้จาก MMM โดยเสริมด้วยโซลูชันการวัดผลและข้อมูลที่ค้นพบจากตลอดทั้ง Marketing Funnel เช่น การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ซ้ำ, Brand Lift และ Conversion เพิ่มเติม

แนวทางของแบรนด์ LG Electronics ที่ใช้เครื่องมือทางการตลาด MMM มาช่วยในการตัดสินใจให้มีความแม่นยำมากขึ้น

LG Electronics หันมาใช้ MMM เพราะต้องการตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนและประสิทธิภาพทางการตลาดอย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม โมเดลที่บริษัทใช้ในตอนแรกไม่สอดคล้องกับการดำเนินงานที่ซับซ้อนของธุรกิจ บริษัทจึงร่วมมือกับ Accenture ที่เป็นพาร์ทเนอร์กับ Google เพื่อพัฒนาโมเดลที่กำหนดเอง

โมเดลที่พัฒนาขึ้นตามความต้องการนี้พิจารณาปัจจัยที่ส่งผลต่อรายได้ของบริษัทอย่างหลากหลาย ตั้งแต่เส้นทางการซื้อรูปแบบต่างๆ ของลูกค้า ไปจนถึง Touchpoint จำนวนมากที่ทำให้เกิดยอดขาย เช่น การค้นหาทั่วไปและโซเชียลมีเดีย

ผลลัพธ์ของโมเดลแสดงให้เห็นว่าโฆษณาวิดีโอออนไลน์สร้างผลตอบแทนจากค่าโฆษณา (ROAS) ได้มากกว่า 1.7 เท่า - 3.6 เท่า เมื่อเทียบกับสื่ออื่นๆ อย่างทีวี และ YouTube ก็เป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติม

การพัฒนาโมเดล MMM หรือ Marketing Mix Modeling ร่วมกับ Accenture และ Google ช่วยให้เราตัดสินใจได้รอบด้านขึ้นว่าจะจัดสรรค่าใช้จ่ายด้านสื่อโฆษณาของแบรนด์และธุรกิจอย่างไร

ข้อมูลด้านประสิทธิภาพนี้มีประโยชน์สำหรับ LG Electronics ในการประเมินค่าโฆษณา แต่บริษัทเองก็อยากทราบว่าทำไมโฆษณาวิดีโอออนไลน์จึงมีประสิทธิภาพกว่ามากสำหรับธุรกิจของตนเพื่อที่จะได้ตัดสินใจจัดสรรงบประมาณการตลาดได้อย่างถูกต้องจริงๆ

ดังนั้นบริษัทจึงหันมาใช้ Total Ad Ratings เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกและพบว่าโฆษณาวิดีโอออนไลน์นั้นเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่า เมื่อได้ตรวจสอบยืนยันสิ่งที่ค้นพบจาก MMM แล้ว บริษัทก็พร้อมที่จะตัดสินใจในการลงทุนทางการตลาดอย่างมั่นใจ

"บทสรุปวิธีที่แบรนด์เครื่องดื่มอย่าง Nespresso ใช้ MMM เพื่อช่วยในการตัดสินใจที่แม่นยำขึ้น  "

แบรนด์เครื่องดื่มระดับโลกอย่าง Nespresso ต้องการประเมินประสิทธิภาพของกิจกรรมทางการตลาดจำนวนมากในเกาหลีใต้ ไม่ว่าจะแคมเปญหลากหลายประเภท ช่องทางสื่อ และช่องทางการขายต่างๆ แบรนด์จึงตัดสินใจใช้ MMM โดยทำงานร่วมกับ Monks ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์กับ Google เพื่อพัฒนาโมเดลที่กำหนดเอง

โมเดลแบบหลายชั้นนี้คำนึงถึงปัจจัยที่หลากหลายที่ส่งผลต่อรายได้ของบริษัทในเกาหลีใต้ ซึ่งรวมถึงเส้นทางการซื้อที่แตกต่างกันไปทั้งในเว็บไซต์และแอปของแบรนด์ รวมถึง Brand Campaign และ Performance Campaign ทำให้ Nespresso ได้รับข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับปัจจัยขับเคลื่อนธุรกิจของตน

ตัวอย่างเช่น แบรนด์ค้นพบว่า YouTube Brand Campaign ของตนทำให้ได้รับผลตอบแทนจากค่าโฆษณา (ROAS) มากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับโซเชียลมีเดีย และมากกว่า 1.1 เท่าเมื่อเทียบกับทีวี

ข้อมูลที่พบนี้ทำให้แบรนด์ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจว่าจะใช้ YouTube Brand Campaign เป็นตัวเลือกแรก แม้ว่าจะเป็นแบรนด์ที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม สำหรับ Nespresso แล้ว YouTube Brand Campaign คือส่วนสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์มีส่วนร่วมกับลูกค้าและได้ลูกค้าใหม่

การวิเคราะห์ของ MMM หรือ Marketing Mix Modeling ทำให้แบรนด์หันมาปรับปรุงแผนโฆษณา เพื่อสร้างรายได้จากโฆษณามีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย Google Ads

แต่แบรนด์เองก็เกิดความสงสัยว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้แคมเปญบน YouTube ของตนสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่าแคมเปญบนโซเชียลมีเดีย จึงทำการศึกษาเพิ่มเติมโดยใช้ Insights Finder ซึ่งเป็นเครื่องมือค้นหาข้อมูลเชิงลึกและพบว่า YouTube เป็นแพลตฟอร์มที่เข้าถึงและมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมายหลักในเกาหลีใต้ได้เป็นผลสำเร็จ

เมื่อได้ตรวจสอบยืนยันผลลัพธ์จาก MMM แล้ว แบรนด์จึงมีความมั่นใจที่จะทดลองการจัดสรรงบประมาณการตลาดและปรับปรุงเพื่อให้สร้างผลตอบแทนสูงสุด

แน่นอนว่า MMM เป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่ช่วยให้คุณตัดสินใจในการลงทุนทางการตลาดได้แม่นยำขึ้นเมื่อคุณรู้วิธีใช้ที่ถูกต้อง ซึ่งผู้ใช้งานที่มีประสบการณ์ได้ค้นพบแล้วว่า การกำหนดเป้าหมายของ MMM, การใช้โมเดลแบบกำหนดเอง และการตรวจสอบยืนยันผลลัพธ์จะทำให้คุณมีข้อมูลที่ครบถ้วนในการตัดสินใจทางธุรกิจ เพื่อปรับปรุงค่าใช้จ่ายด้านโฆษณาให้สร้างรายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

hirotoshi byliner

Hirotoshi Nakahara

Senior Marketing Effectiveness Research Manager, APAC Consumer and Market Insights

Google

Jungkook Park

Jungkook Park

Project Manager, Ads, Global Client and Agency Solutions

Google

กลับขึ้นไปด้านบน

รับ Think with Google ในกล่องจดหมายของคุณ