บทความนี้เคยเผยแพร่ครั้งแรกใน Business Insider
Funnel การตลาดแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นเส้นทางที่เป็นระเบียบโดยเรียงตามลำดับตั้งแต่การรับรู้ (Awareness) ไปจนถึงการพิจารณา (Consideration) และการซื้อ ได้เปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ โดยถูกแทนที่ด้วยประสบการณ์ที่รวดเร็วและลื่นไหลยิ่งขึ้น ซึ่งขับเคลื่อนโดยผู้บริโภคที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทุกที่ และต้องการความมั่นใจเต็มร้อยในข้อมูลที่ได้รับ ซึ่งในจุดนี้ AI ได้เข้ามาเปลี่ยนเกมอย่างสิ้นเชิง โดยช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตอบสนองความต้องการ ที่แต่ก่อนอาจมองว่าซับซ้อนหรือต้องใช้ความพยายามมากเกินไป ให้สำเร็จลุล่วงได้ในที่สุด
ที่ Google เราเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยตนเอง โดยพบว่าผู้คนค้นหาในโหมด AI ด้วยรายละเอียดที่ยาวและซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งเราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยย่นระยะเวลาระหว่างขั้นตอนการค้นพบและการตัดสินใจของผู้บริโภค
สำหรับผู้นำด้านการตลาด นี่ไม่ใช่แค่การอัปเดตระบบการค้นหาธรรมดาเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการค้นหาอย่างสิ้นเชิง ผู้คนกำลังใช้ AI เพื่อเร่งชีวิตให้เร็วขึ้น และผู้ลงโฆษณาจำเป็นต้องตามให้ทัน เพื่อช่วยในเรื่องนี้ เราจึงได้ระบุ 5 ช่วงเวลาใหม่ของผู้บริโภคที่มีการขับเคลื่อนโดย Google Search ที่ทำงานด้วยระบบ AI และความหมายที่ช่วงเวลาเหล่านั้นมีต่อธุรกิจของคุณ
1. ช่วงเวลา “ฉันอยากได้อันนั้นจัง!”
การเปลี่ยนแปลง: AI ได้เปลี่ยนทั้งโลกจริงและโลกดิจิทัลให้กลายเป็นโชว์รูมแสดงสินค้า
ผู้บริโภคสามารถทำตามแรงบันดาลใจได้ทันที ไม่ว่าจะเห็นสินค้าทางออนไลน์หรือเดินอยู่บนถนน ก็สามารถใช้เครื่องมือค้นหาด้วยภาพอย่าง Google Lens และ “วงเพื่อค้นหา” เพื่อถ่ายภาพสินค้าในโลกจริงและถามได้ทันทีว่า “ฉันจะหาซื้ออันนี้ได้ที่ไหน”
นี่ไม่ใช่การท่องเว็บเพื่อฆ่าเวลา แต่เป็นการค้นพบสินค้าที่มีความตั้งใจสูง โดยมีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่า 1 ใน 5 ของการค้นหาด้วย Google Lens แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจเชิงพาณิชย์1
มีความหมายกับคุณอย่างไร: ความล่าช้าระหว่างช่วงเวลา “เห็นสินค้า” กับ “อยากได้สินค้า” กำลังหายไป แบรนด์ของคุณจำเป็นต้องพร้อมสำหรับการค้นหาด้วยภาพและข้อมูลหลายรูปแบบ (Multimodal)
เครื่องมือค้นหาด้วยภาพอย่าง Google Lens และ “วงเพื่อค้นหา” ช่วยให้ผู้ใช้สามารถทำตามความตั้งใจที่จะซื้อได้อย่างง่ายดาย
2. ช่วงเวลา “ช่วยหาสิ่งที่ฉันต้องการจริงๆ”
การเปลี่ยนแปลง: ผู้บริโภคสมัยนี้ชอบอะไรที่ตรงประเด็น
ในโหมด AI ผู้คนมักจะป้อนคำถามที่ซับซ้อนลงใน Search โดยตรง ด้วยความมั่นใจว่า AI ของ Google สามารถเข้าใจความแตกต่างเล็กน้อยในแบบที่ Search เดิมไม่สามารถทำได้ แทนที่จะใช้คีย์เวิร์ดที่คลุมเครือ เช่น “ร้านอาหารหรือสถานที่แสดงดนตรีในแนชวิลล์” พวกเขาได้เปลี่ยนไปเป็นการสนทนาด้วยภาษาธรรมชาติโดยตรง พร้อมกับใส่รายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น “ทำกิจกรรมอะไรดีในแนชวิลล์สุดสัปดาห์นี้กับเพื่อน เราเป็นนักชิมตัวยงที่ชอบดนตรีแต่ก็ชอบบรรยากาศชิลๆ ด้วย”
ในไตรมาสที่ 3 ปี 2025 โหมด AI พร้อมใช้งานใน 40 ภาษาที่แตกต่างกัน และปัจจุบันมีผู้ใช้งานรายวันกว่า 75 ล้านคน ขับเคลื่อนโดยโมเดล Gemini ล่าสุด ซึ่งเข้าใจความตั้งใจและความแตกต่างเล็กน้อยได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ผู้คนสามารถตอบคำถามยากๆ และเรียนรู้ข้อมูลใหม่ๆ ผ่านการสนทนาแบบโต้ตอบ
มีความหมายกับคุณอย่างไร: สิ่งนี้ทำให้ขั้นตอนการพิจารณาสั้นลง โดยมี AI ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาส่วนตัว สังเคราะห์ข้อมูลและเปรียบเทียบตัวเลือกได้ทันที ลูกค้าจึงค้นพบสิ่งที่ต้องการหลังจากการสนทนาเพียงครั้งเดียว
โหมด AI ให้ผู้คนป้อนคำถามที่ซับซ้อนลงใน Search โดยตรงและได้รับผลลัพธ์ที่เหมาะกับแต่ละคน
3. ช่วงเวลา “ฉันพร้อมที่จะดูข้อมูลเพิ่มเติม”
การเปลี่ยนแปลง: AI ทำหน้าที่เป็นตัวกรองขนาดใหญ่เพื่อเฟ้นหาโอกาสในการขาย (Lead) ที่มีคุณภาพ
เมื่อผู้ใช้ถามคำถามที่มีรายละเอียดมากขึ้นและได้รับคำตอบที่สมบูรณ์จาก Search การคลิกที่เราส่งไปยังเว็บไซต์ของผู้เผยแพร่จึงมีคุณภาพสูงขึ้นมาก
เหตุผลคือ AI จัดการกับคำถามพื้นฐานที่มีความตั้งใจต่ำไปก่อนแล้ว และหลังจากที่ผู้ใช้ได้รับข้อมูลเฉพาะที่ต้องการแล้วเท่านั้น พวกเขาจึงจะคลิกผ่านไปยังเว็บไซต์ ส่งผลให้ผู้ใช้ที่คลิกออกจากผลลัพธ์ที่สร้างโดย AI มักจะเป็น Lead ที่มีคุณภาพสูง
มีความหมายกับคุณอย่างไร: ผู้ใช้ที่คลิกจากหน้าผลการค้นหาที่มี “ข้อมูลภาพรวมโดย AI” มีแนวโน้มที่จะใช้เวลาบนเว็บไซต์ที่เยี่ยมชมนานขึ้น สิ่งนี้บ่งชี้ถึงโอกาสในการขายที่มีคุณภาพสูงขึ้นและความน่าจะเป็นในการเกิด Conversion ดังนั้น คุณจึงไม่เพียงแต่ได้รับปริมาณการเข้าชม แต่ยังได้รับลูกค้าที่พร้อมจะซื้อด้วย
เว็บไซต์ผู้เผยแพร่จะได้รับการเข้าชมที่มีคุณภาพสูงจากคำถามที่ซับซ้อนของผู้ใช้
4. ช่วงเวลา “ฉันต้องมั่นใจก่อนตัดสินใจซื้อ”
การเปลี่ยนแปลง: เส้นทางได้เปลี่ยนไป แต่การสร้างความไว้ใจนั้นยังเหมือนเดิมทุกยุคทุกสมัย
เส้นทางของผู้บริโภคสมัยใหม่อาจยุ่งเหยิง แต่กระแสความไว้วางใจนั้นชัดเจน ตามการสำรวจของ Traackr ปี 2024 ในสหรัฐอเมริกา YouTube ได้รับการจัดอันดับให้เป็นตัวเลือกอันดับ 1 สำหรับการดูรีวิวสินค้าและหาข้อมูลสินค้าโดยผู้บริโภคทุกคน รวมถึงช่วงวัยมิลเลนเนียลและ Gen Z2 ยิ่งไปกว่านั้น 70% ของผู้ใช้โซเชียลมีเดียก็ใช้ Google Search เพื่อรับข้อมูลและประเมินความน่าซื้อของสินค้าที่เห็นบนโซเชียลมีเดีย3
หลังจากจุดประกายความสนใจเบื้องต้น ลูกค้ายังคงใช้ Search และ YouTube เพื่อเปรียบเทียบสินค้าและราคา เพื่อสร้างความมั่นใจมากขึ้น
มีความหมายกับคุณอย่างไร: โฆษณาที่แสดงในข้อมูลภาพรวมโดย AI จะเข้าถึงผู้บริโภคในช่วงเวลาสำคัญขณะที่พวกเขากำลังหาเหตุผลมารองรับ เป็นโอกาสที่มีมูลค่าสูงในการนำเสนอข้อเสนอที่ดีที่สุดของคุณก่อนที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจขั้นสุดท้าย
นักช็อปกำลังไปที่ Search และ YouTube เพื่อดูรีวิวสินค้าและการเปรียบเทียบราคาเพื่อสร้างความมั่นใจ
5. ช่วงเวลา “ช่วยทำให้ฉันได้ไหม”
การเปลี่ยนแปลง: Search กำลังพัฒนาจากการสอบถามไปสู่คำสั่ง
เราได้เข้าสู่ยุคของการให้ AI ทำงานแทน (AI Agent) ผู้คนเริ่มเปลี่ยนจากการถามคำถามไปสู่การสั่งให้ทำ แทนที่จะค้นหา “ร้านอาหารมังสวิรัติแนะนำ” ผู้ใช้อาจพูดว่า “ช่วยจองโต๊ะร้านอาหารเย็นนี้เวลา 19:00 น. สำหรับ 5 คน โดยมีที่นั่งกลางแจ้งและอาหารมังสวิรัติให้เลือก” ระบบ AI สามารถทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยผลลัพธ์เช่นนี้ได้ โดยการสแกนแพลตฟอร์มจองร้านอาหารหลายแห่งแทนคุณ
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น AI Agent อื่นๆ ของ Google ที่มีอยู่ในปัจจุบันได้รวมเอาความสามารถที่เป็นประโยชน์มากมาย เช่น การโทรหาร้านค้าในพื้นที่ในนามของคุณเพื่อตรวจสอบสินค้าในสต็อก หรือแจ้งเตือนให้คุณทำการซื้อเมื่อสินค้าลดราคาถึงระดับที่คุณต้องการ
มีความหมายกับคุณอย่างไร: หากคุณต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ ข้อมูลของคุณจะต้องมีโครงสร้างและเข้าถึงได้ หากข้อมูลของคุณไม่เชื่อมโยงกัน ระบบจะข้ามคุณไปเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้
AI Agent ที่มาพร้อมกับ Google Search ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเพิ่มคำสั่งในการค้นหาและได้รับผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ
ความจำเป็นในการใช้ AI กับโฆษณา
ลูกค้าของคุณคุ้นเคยอยู่แล้วกับโลกแห่งการสนทนาที่รวดเร็วของ AI พวกเขาต้องการความเร็ว ความมั่นใจ และประสบการณ์ที่ลื่นไหล ซึ่งการที่จะจับช่วงเวลาของผู้บริโภคที่มีมูลค่าสูงเหล่านี้ นักการตลาดจำเป็นต้องปรับให้เข้ากับพฤติกรรมการค้นหาของพวกเขา
คำแนะนำจากเรา:
- เปิดใช้งาน Google AI Max สำหรับแคมเปญ Search เชื่อมต่อแบรนด์ของคุณเข้ากับประสบการณ์ Search ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของ Google ผู้ลงโฆษณาที่เปิดใช้งาน AI Max ในแคมเปญ Search มักจะได้รับ Conversion หรือมูลค่า Conversion เพิ่มขึ้น 14% โดยมีต้นทุนต่อการกระทำหนึ่งครั้ง (CPA) และผลตอบแทนจากค่าโฆษณา (ROAS) ที่ใกล้เคียงกัน4
- ขับเคลื่อน Google AI ด้วยข้อมูล ใช้ข้อมูล First Party ที่มีคุณภาพสูงของคุณเพื่อปลดล็อกศักยภาพสูงสุดของ AI เสริมสร้างคุณภาพของข้อมูลโดยการเชื่อมต่อแหล่งข้อมูล เพิ่มคุณภาพข้อมูลให้ถึงระดับสูงสุด และทำให้ข้อมูลเหล่านั้นใช้งานได้ผ่าน Google AI
- เปิดรับ AI Agent ให้ที่ปรึกษาด้าน Google Ads วินิจฉัยปัญหาแคมเปญในเชิงรุกและสร้างเนื้อหาสร้างสรรค์ใหม่ๆ ในขณะเดียวกันก็มีที่ปรึกษาด้าน Analytics ที่ช่วยตอบคำถามทางธุรกิจที่ซับซ้อนได้ทันทีและสรุปขั้นตอนต่อไปเพื่อการเติบโตของคุณ
- เตรียมข้อมูลของคุณสำหรับ Agent ยุคของผู้บริโภคที่พึ่งพา AI Agent ต้องการข้อมูลที่ถูกต้องและมีโครงสร้าง ซึ่งหมายถึงการทำงานร่วมกับระบบต่างๆ เช่น กราฟช็อปปิ้ง และการผสานรวมกับพาร์ทเนอร์ทางเทคโนโลยี เช่น OpenTable, Resy, Tock, Ticketmaster, StubHub, SeatGeek, Booksy และอื่นๆ อีกมากมาย
ผู้บริโภคยุคใหม่กำลังกำหนดนิยามใหม่ให้กับการค้นหาบน Google Search และการโฆษณาของคุณต้องตามให้ทัน