ข้ามไปที่เนื้อหา

ต้องการสร้างบัญชี Google Ads ใหม่ใช่ไหม

คุณกำลังจะสร้างบัญชี Google Ads ใหม่ คุณสามารถสร้างแคมเปญหลายแคมเปญได้ในบัญชีเดียวกัน โดยไม่ต้องสร้างบัญชีใหม่

ต้องการสร้างบัญชี Google Ads ใหม่ใช่ไหม

คุณกำลังจะสร้างบัญชี Google Ads ใหม่ คุณสามารถสร้างแคมเปญหลายแคมเปญได้ในบัญชีเดียวกัน โดยไม่ต้องสร้างบัญชีใหม่

เตรียมข้อมูลสำหรับการนำเข้า

ดูวิธีเตรียมข้อมูลเพื่อให้นำเข้าได้สำเร็จ

Social Module

แชร์

Be advised that this article is cross-published in Google Ads Data Manager HC and Search Ads 360 HC utilizing snippets and rules. Any edits made to the content in one snippet should also be revised in the other, but please loop in the cross-published help center’s product and content POC before publishing changes.

อัปเดตข้อมูลอยู่เสมอ

คุณต้องรีเฟรชข้อมูลในแหล่งข้อมูลก่อนเรียกใช้การเชื่อมต่อด้วยตัวเองหรือตามกำหนดการเพื่อให้ระบบนำเข้าข้อมูลดังกล่าวเพื่อใช้ในปลายทางหรือ Use Case ที่ต้องการ เช่น หากเลือกกำหนดการรายวัน คุณจะต้องรีเฟรชข้อมูลเป็นรายวันก่อนเวลาเริ่มต้นที่กำหนดไว้

ทำให้ข้อมูลของคุณพร้อมใช้งาน

เมื่อเชื่อมต่อกับแหล่งข้อมูล Use Case แต่ละรายการที่คุณต้องการใช้งานควรมีตารางเฉพาะของตนเองหรือชุดย่อยของข้อมูลตารางที่กรองแล้วภายในแหล่งข้อมูลนั้น คุณนําตารางเดียวกันจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อมต่อมาใช้ซ้ำกับหลาย Use Case ได้ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ Conversion หรือรายการกลุ่มเป้าหมาย โดยใช้ชุดย่อยอื่นที่กรองแล้วของตารางนั้น

แหล่งข้อมูลบางแห่งกำหนดให้คุณมีข้อมูลเข้าสู่ระบบที่เหมาะสมเพื่อทำการเชื่อมต่อ ขณะที่แหล่งข้อมูลอื่นๆ กำหนดให้บริการของ Data Manager เข้าถึงข้อมูลได้ ดูคำแนะนำที่เจาะจงสำหรับแหล่งข้อมูลที่คุณใช้

จัดรูปแบบข้อมูล

ส่วนต่อไปนี้จะแสดงวิธีจัดรูปแบบข้อมูลของคุณอย่างถูกต้องเพื่อให้นำเข้าข้อมูลได้โดยไม่มีข้อผิดพลาด

เกี่ยวกับรูปแบบไฟล

หากอัปโหลดไฟล์ เช่น ไฟล์ CSV บรรทัดแรกของไฟล์จะต้องมีส่วนหัว

ตรวจสอบว่าไฟล์มีนามสกุล เนื่องจากระบบจะปฏิเสธไฟล์ที่ไม่มีนามสกุล

เกี่ยวกับรูปแบบวันที่และเวลา

Data Manager รองรับการนําเข้าและการแปลงรูปแบบการประทับเวลาที่อนุมัติ การประทับเวลาที่รองรับเหล่านี้อิงตามเทมเพลต 6 รายการที่ใช้รูปแบบ 3 ชุด ได้แก่ DATE, TIME และ TIMEZONE

เมื่อนําเข้า ระบบอาจสร้างรายการที่มีรูปแบบข้อมูลประเภทต่างๆ จากนั้นคุณสามารถใช้การเปลี่ยนรูปแบบ “แปลงวันที่และเวลา” เพื่อทำให้การประทับเวลา, วันที่, วันที่และเวลา, Unix Epoch หรือการแสดงสตริงของข้อมูลนั้นเป็นมาตรฐานโดยอัตโนมัติ

สําหรับแถวข้อมูลที่ไม่มีเขตเวลา คุณสามารถตั้งค่าเขตเวลาสํารองสําหรับการเปลี่ยนรูปแบบได้ในแผงการตั้งค่าการเปลี่ยนรูปแบบ หากไม่ได้เลือกเขตเวลาสำรอง ระบบจะไม่นําเข้าแถวที่ไม่มีเขตเวลา ระบบจะป้อนข้อมูลเขตเวลาสำรองสำหรับการเชื่อมต่อไฟล์ปลายเปิดไว้ล่วงหน้าเป็นเขตเวลาที่เชื่อมโยงกับบัญชี แต่คุณเปลี่ยนเขตเวลานี้ได้ในเมนูการเปลี่ยนรูปแบบ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนรูปแบบ “แปลงวันที่และเวลา”

ตัวอย่างรูปแบบการประทับเวลาที่รองรับ

  • 2012-08-15T00:01:54Z (มาตรฐาน UTC ISO 8601)
  • 2012-08-14T17:01:54-07:00 (มาตรฐาน ISO 8601 พร้อมออฟเซ็ต)
  • Aug 14, 2012 17:01:54
  • 08/14/2012T5:01:54 PM
  • 2012-08-14 5:01:54 PM
  • 08/14/2012 17:01:54
  • 2012-08-14 17:01:54
  • 08/14/2012 17:01:54*123
  • 2012-08-14T17:01:54-07
  • 08/14/2012T17:01:54-0700
  • 2012-08-14T17:01:54-070000
  • 2012-08-14T17:01:54-07:00:00
  • 2012-08-14T17:01:54 America/Los_Angeles
  • Aug 14, 2012 17:01:54PST
  • 2012-08-14 17:01:54 PST
  • 2012-08-14 17:01:54 เวลามาตรฐานแปซิฟิก
  • 2012-08-14 17:01:54 GMT-07:00
  • 08/14/2012 17:01:54 GMT-07:00:00

เกี่ยวกับการแฮชข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า

คุณควรแฮชข้อมูลส่วนตัวลูกค้าที่นำเข้าเพื่อรักษาข้อมูลให้ปลอดภัย Data Manager จะแฮชข้อมูลให้คุณโดยใช้อัลกอริทึม SHA256 ซึ่งเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับการแฮชทางเดียว ผลลัพธ์ที่ได้จะเข้ารหัสฐาน 16 คุณไม่จำเป็นต้องจัดรูปแบบข้อมูลล่วงหน้า Data Manager จะแปลงฟิลด์ PII ที่เกี่ยวข้องเป็นรูปแบบมาตรฐาน ทำการแฮชและเข้ารหัสให้ และพุชข้อมูลไปยัง API สำหรับการใช้งานของคุณ

หากต้องการแฮชข้อมูลส่วนตัวลูกค้าด้วยตัวคุณเอง โปรดดูบทความจัดรูปแบบไฟล์ข้อมูลลูกค้าเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลอยู่ในรูปแบบที่ถูกต้อง หากคุณอัปโหลดไฟล์ข้อมูลที่แฮช โปรดอย่าแฮชข้อมูลลูกค้าที่ไม่ใช่ข้อมูลส่วนตัว Data Manager จะพุชข้อมูลที่แฮชไปยัง API

โปรดทราบว่าการแฮชอัจฉริยะจะทำงานโดยอัตโนมัติ ซึ่งหมายความว่าคุณไม่จำเป็นต้องเลือกรายการใดๆ จากเมนูการทำงาน

คีมาสําหรับการนําเข้าข้อมูลจากบุคคลที่หนึ่ง

กําหนดขอบเขตของการนําเข้าข้อมูลโดยใช้ตัวกรอง

Data Manager ช่วยให้คุณกำหนดเงื่อนไขตัวกรองใน UI ได้โดยตรง จึงไม่จำเป็นต้องสร้างไปป์ไลน์ข้อมูลที่กําหนดเองหรือเขียนคําค้นหา SQL ที่ซับซ้อนภายในแหล่งข้อมูล เมื่อคุณสร้างตัวกรอง Data Manager จะนําเข้าเฉพาะข้อมูลจากแหล่งข้อมูลของคุณ (สําหรับกรณีการใช้งานทั้งหมด) ที่ตรงกับเงื่อนไขตัวกรองทั้งหมด

ใช้ตัวกรองเพื่อกําหนดกลุ่มเป้าหมายสําหรับการจับคู่ข้อมูลลูกค้าหรือเหตุการณ์ Conversion สําหรับการนําเข้า Conversion ออฟไลน์ เช่น กําหนดกลุ่มเป้าหมายจากข้อมูล Salesforce ตามแอตทริบิวต์ เช่น ความยินยอมของผู้ใช้ มูลค่าการสั่งซื้อเฉลี่ย หรือขั้นตอนของกระบวนการขาย คุณสามารถใช้ตัวกรอง 1 รายการที่มีเงื่อนไขสูงสุด 25 รายการต่อการเชื่อมต่อ

สร้างตัวกรอง

เล่นภาพเคลื่อนไหว หยุดภาพเคลื่อนไหวชั่วคราว

หากต้องการสร้างตัวกรองสําหรับการเชื่อมต่อข้อมูลใหม่ ให้เพิ่มตัวกรองในระหว่างขั้นตอนการตั้งค่าเลือกข้อมูล โดยทําดังนี้

  1. จากขั้นตอนการตั้งค่าเลือกข้อมูล ให้คลิกตัวกรองเพื่อขยายตัวกรอง
  2. เลือกช่องที่จะใช้กรองข้อมูล
  3. เลือกโอเปอเรเตอร์
  4. ป้อนค่า
  5. ไม่บังคับ: สร้างเงื่อนไขเพิ่มเติมโดยคลิกและหรือหรือ
  6. ดําเนินการตั้งค่าต่อ

วิธีสร้างและแก้ไขตัวกรองสําหรับการเชื่อมต่อข้อมูลที่มีอยู่

  1. จากหน้าจอ Data Manager ให้คลิกชื่อการเชื่อมต่อเพื่อแก้ไขชื่อ
  2. คลิกแก้ไขในส่วนตัวกรอง
  3. ทำการเปลี่ยนแปลง แล้วคลิกบันทึก

โอเปอเรเตอร์ที่รองรับ

  • และ (Salesforce ไม่รองรับโอเปอเรเตอร์ “และ”)
  • หรือ
  • ไม่มี (สตริง จำนวนเต็ม วันที่ เวลา บูลีน)
  • มี (สตริง จำนวนเต็ม วันที่ เวลา บูลีน)
  • มากกว่า (จำนวนเต็ม)
  • เท่ากับ (จำนวนเต็ม สตริง วันที่)
  • น้อยกว่า (จำนวนเต็ม)
  • ก่อน (วันที่ เวลา)
  • หลังจาก (วันที่ เวลา)
  • ไม่เท่ากับ
  • ขึ้นต้นด้วย
  • ลงท้ายด้วย
  • ไม่เริ่มต้นด้วย
  • ไม่ลงท้ายด้วย

ประเภทข้อมูลที่รองรับ

  • สกุลเงิน
  • วันที่
  • เวลา
  • บูลีน
  • จำนวนเต็ม
  • เมนูแบบเลื่อนลง (เช่น ประเภทรายการตัวเลือกของ Salesforce)
  • สตริง
กลับขึ้นไปด้านบน